การเทรนสมองด้วยนิวโรฟีดแบค คือการตอบสนองทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น การบาดเจ็บทางศีรษะ ผลจาก ความเครียดในชีวิต และความหลากหลายของเงื่อนไขต่างๆซึ่งควบคุมโดยฟังก์ชั่นของคลื่นสมอง โดย การวัดปริมาณด้วยไฟฟ้า เชิงปริมาณ Electroencephalography (QEEG)เรียกว่า แผนที่สมอง Brain Mapping การเทรน
นิวโรฟีดแบคมีมานานกว่า 50 ปี แล้ว แต่ยังถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่ในวงการนี้ ความหลากหลายของนักประดิษฐ์มืออาชีพจาก หลากหลายสาขาได้มารวมตัวกัน และอาศัยความเชี่ยวชาญของพวกเขา ได้มีส่วนร่วมเพื่อทําให้การเจริญเติบโตของศาสตร์นี้ทํา ให้ได้ผลที่ตามมาก็คือ เราสามารถทําแผนที่สมองได้ ทําให้เป็นจุดเริ่มต้นของนิวโรฟีดแบค กับความแตกต่างที่ไม่ซํ้าใคร

เพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริง กับ สาขานี้คือต้องศึกษาอย่างแท้จริงว่า นิวโรฟีดแบคทําอะไรกับสมอง ซึ่งจะช่วยแก้อาการต่างๆ และเป็นวิธีที่ดีที่สุด จากทฤษฎีที่มีการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ปฏิบัติหน้าที่ควรมีความรับผิดชอบ และหลีกเลี่ยงการค้นหาอาการที่ผิดปกติ แต่เราจะแทนที่ด้วยการอธิบายวิธีการว่าเราจะช่วยอาการเหล่านี้ได้ด้วยการเทรนคลื่นสมอง และพิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต เช่น การนอน การควบคุมอาหาร เป็นต้น

ระยะเวลาของการเทรนของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป การเทรนนิวโรฟีดแบคที่มีประสิทธิภาพโดยปกติ จะประมาณ 30-40 ครั้งขึ้นไป ซึ่งมาจากค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ในแต่ละคนอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่า แต่จะได้ผลอย่างมากถ้าเทรนจนบรรลุจุดมุ่งหมายจากอาการที่เป็นเพื่อเสริมคุณภาพของการใช้ชีวิตนิวโรฟีดแบค คือ การแทรกแซงใช้ในการปรับปรุงรักษาอาการต่างๆของสมองและระบบสมองส่วนกลาง เช่น ความกลัว ซึมเศร้า นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน สมาธิไม่ดี ปวดหัว สมาธิสั้น ออทิสซึ่ม และปัญหาอื่นๆ

ในประวัติศาสตร์นิวโรฟีดแบคมีมานานกว่า 50 ปี แล้ว โดยตอนเริ่มต้น ใช้สําหรับเทรนอาการลมชัก สมาธิสั้น และการติดสารเสพติด

นิวโรฟีดแบคเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่มีการรุกรานสมอง และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

นิวโรฟีดแบค ควบคุมโดย FDA(FOOD AND DRUG ADMINISTRATION)อเมริกา

สมองถูกออกแบบมาให้ปรับเปลี่ยนในร่างกายและสภาพแวดล้อมของเราและการพัฒนาการที่ดีขึ้นตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามมีเหตุผลหลายอย่างเช่นกรรมพันธ์ุและสภาพแวดล้อมทําให้สมองทำงานผิดปกติออกไปทําให้ฟังก์ชั่นการทํางานไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นทําให้การทํางานสมองเริ่มไม่มีระเบียบ

ยกตัวอย่างสมองที่ทํางานผิดระเบียบ โดยเกิดจากการที่สมองจะถูกกระตุ้นมากเกินไปในขณะที่ควรจะนิ่งและนิ่งเกินไปในขณะที่สมองควรจะกระตือรือร้น

บางครั้งสมองจะทําการแก้ไขตัวเอง เมื่อฟังก์ชั่นการทํางานเริ่มไม่มีระเบียบให้กลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้นก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่เราสามารถเทรนฟังก์ชั่นการทํางานของสมองให้กลับมาทำงานอย่างปกติ

Chiang Mai Neurofeedback Center
Chiang Mai Neurofeedback Center
Chiang Mai Neurofeedback Center

นิวโรฟีดแบคทํางานอย่างไร

ก่อนจะทําการเทรนสมองจะเริ่มต้นด้วยการวัดผล qEEG (Quantitative Electroencephalogram)เพื่อ
ประเมินผลขั้นตอนนี้จะให้ผู้เชี่ยวชาญได้ใช้ลักษณะวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ว่ารูปแบบของคลื่นสมองของแต่ละบุคคลแตกต่างไปจากปกติหรือไม่

แบบแผนการประเมินผลนี้จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสร้างโปรโตคอลขึ้นมาสําหรับเทรนนิวโรฟีดแบคโปรโตคอลจะถูกออกแบบเพื่อมาเทรนการทํางานของคลื่นสมองให้กลับมาเป็นปกติเมื่อแบบแผนของคลื่นสมองปกติสมองก็จะทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรโตคอลจะถูกทําขึ้นมาตามรายบุคคลเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยวางเซ็นเซอร์ในรูปแบบหมวกและคอมพิวเตอร์จะทําการอ่านกิจกรรมการทํางานของคลื่นสมอง

เซ็นเซอร์เหล่านี้ไม่รุกรานสมองไม่มีไฟฟ้าเข้าไปในสมองเซ็นเซอร์แค่อ่านค่ามาจากคลื่นสมองข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นสมองจะส่งมาแสดงผลที่จอมอนิเตอร์ของผู้เชี่ยวชาญ

ซอฟต์แวร์จะตรวจจับการทํางานของคลื่นสมองโดยอัตโนมัติและป้อนข้อมูลกลับไปที่ซอฟต์แวร์ของผู้ที่ได้รับการเทรน ทําให้เกิดการทํางานของภาพยนตร์และเสียงซึ่งเป็นสัญญานเตือนว่าเริ่มกลับมาอยู่ในการควบคุมของระบบตราบใดที่คลื่นสมองของผู้ถูกเทรนกลับมาตามที่เราต้องการอย่างถูกต้องรางวัลที่ให้สมองจะปรากฏเป็นเสียงหรือภาพยนตร์ถ้าคลื่นสมองออกนอกลู่นอกทางจากแบบแผนที่เรากําหนดไว้ภาพจากภาพยนต์จะหายไปและเสียงก็จะหายไปด้วยซึ่งจริงๆแล้ว
สมองของผู้ถูกเทรนเป็นตัวควบคุมภาพและเสียงโดยสมองเรียนรู้ที่จะจัดระเบียบด้วยตัวเอง

ในบางกรณีอาจจะทําการเทรนด้วยการดูภาพยนตร์อย่างเดียวในกรณีแบบนี้จะถูกควบคุมด้วยความสามารถในการจัดระเบียบของคลื่นสมองภาพยนต์จะชัดเจนขึ้นเมื่อสมองกลับสู่สภาวะปกติและภาพจะกลายเป็นสีดําเมื่อสมองทํางานไม่ปกติออกจากแบบแผนที่เรากําหนดไว้

โดยธรรมชาติของสมองจะถูกออกแบบมาเพื่อดูภาพยนต์อย่างชัดเจนทําให้วงจรของโครงสร้างสมองเหล่านั้นปรับการทํางานของคลื่นสมองและจะทําให้กลับมาเห็นภาพเมื่อวงจรการทํางานของสมองเริ่มเปลี่ยนเป็นวงจรใหม่ผู้ถูกเทรนก็จะเริ่มใช้วงจรการทํางานใหม่ของสมองในชีวิตประจําวันต่อไป

EEG (electroencephalograph)

EEG คือการอ่านค่าของคลื่นสมองในรูปแบบเซ็นเซอร์ไฟฟ้าวางบนศีรษะเซ็นเซอร์ที่วางบนศีรษะใช้สําหรับตรวจจับ
การทํางานของคลื่นสมองเพื่อใช้ในการอ่านค่าสําหรับวิเคราะห์สมองเท่านั้น

การทํา EEG จะไม่รู้สึกเจ็บและปลอดภัยจะเหมือนกันกับหูฟังที่สําหรับใช้ฟังการเต้นของหัวใจ

QEEG (Quantitative electroencephalograph)

การทําแผนที่สมอง

การทําแผนที่สมองได้เกิดขึ้นมาเมื่อ30ปีที่ผ่านมาเพื่อทําการวินิจฉัยการทํางานของสมองการทําแผนที่สมองคือการอ่านค่าเพื่อการวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่มีความจําเป็นอย่างมากเพื่อช่วยในการแยกแยะจุดต่างๆของสมองว่า
แต่ละจุดทํางานมากไปหรือทํางานน้อยไปสําหรับช่วยเป็นแนวทางในการเทรนสมองจะทําให้เรามีผลลัพธ์ก่อนทําและหลังทําเพื่อที่จะดูการเปลี่ยนแปลงและความคืบหน้าของการเทรนสมอง

การที่เรามองเห็นได้ว่าจุดไหนของสมองที่ทํางานไม่ปกติเราจะสามารถทํานายได้ว่าเป็นอาการชนิดไหนจะทําให้ผู้ถูกเทรนได้มีประสบการณ์และผลลัพธ์ที่ดีและการทําแผนที่สมองจะทําให้เราทราบอย่างแน่นอนว่าตรงจุดไหนที่เราควรจะเทรนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อที่เราสามารถจับค่าอาการที่เป็นกับจุดของสมองที่มีปัญหา (10-20 System and Brodmann Areas)เพื่อดูค่า Z scores ที่ไม่ปกติ

A QEEG สามารถแยกแยะได้ไม่เฉพาะคลื่นสมองเท่านั้นแต่ยังรู้ในส่วนอื่นๆด้วยเช่นความผิดปกติของ  Z-scores
พลังงานที่สมบูรณ์ พลังงานที่สัมพันธ์กัน คลื่นส่งของสมอง การสื่อสารในสมอง และ ระยะทางของคลื่นสมอง

ทั้งหมดนี้เป็นแบบแผนที่สําคัญมากและเกี่ยวข้องกับการทํางานของฟังก์ชั่นสมองในด้านจิตใจขณะเทรนนิวโรฟีดแบค การประเมินผลจะเป็นเวลาจริงขณะนั้นและตรวจสอบได้ว่าอย่างไหนปกติและไม่ปกติ

The QEEG แผนที่สมองเราจะสามารมองเห็นเป็น 2-D and 3-Dเพื่อที่จะทําการซ่อมแซมกิจกรรมของสมองให้
กลับมาอยู่ในความควบคุมและให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและอาการที่เป็น

เราใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยและลํ้าหน้าที่สุด (Neuroguide and LORETA Neurometric QEEG Brain Mapping) สําหรับการเทรนทั้งหมดของเราและกลับไปดูการเทรนนิวโรฟีดแบคย้อนหลังได้

Chiang Mai Neurofeedback Center
Chiang Mai Neurofeedback Center

LORETA การวิเคราะห์สมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความละเอียดตํ่ามาก

ใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองแล้วว่าถูกต้องตามแบบแผนจากการวิจัยทางวิชาการ LORETA ทําให้เราได้แยกแยะออกได้ในที่สุดว่าโครงสร้างและแบบแผนการทํางานของสมองที่ลึกลงไปโดยการใช้เซ็นเซอร์ในรูปแบบหมวกทําให้เราแยกออกและสามารถเทรนโครงสร้างของสมองเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนซึ่งเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการทําแผนที่สมองและ นิวโรฟีดแบค

ฐานข้อมูล Z-Score

เราจะทําการอ่านค่าของคลื่นสมองและเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอ้างอิงที่ได้รับการรับรองแล้ว จาก FDA อเมริกา (Z-SCORE) เราได้ใช้ข้อมูลนี้ในการช่วยกําหนดว่าจุดไหนที่เราต้องการเทรนเพื่อให้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้

นิวโรฟีดแบคทําอะไรได้บ้าง

ช่วยปรับฟังก์ชั่นการทํางานของสมองโดยความหมายคือนิวโรฟีดแบคสามารถบรรเทาอาการที่มีปัญหาทางร่างกายและปัญหาด้านอารมณ์แบบแผนการนอนทําให้ปรับตัวดีขึ้นและยังช่วยทําให้เกิดความสนุกสนานร่าเริงระหว่างวัน
นิวโรฟีดแบคสามารถลดอาการวิตกกังวล และความกลัว อาการซึมเศร้า และอาการอื่นๆ เช่น ไมเกรน อาการปวดตามร่างกาย ไฮเปอร์แอคทีพ ปัญหาเรื่องสมาธิ อาการซึมเศร้าหลังคลอด และ อารมณ์แปรปรวน

การเทรนนิวโรฟีดแบคยังช่วยอาการบางอย่างรวมถึงอาการที่สมองเกิดการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหต อาการชัก ออทิสซึ่ม และอาการหลอดเลือดในสมอง ตัวอย่างเคสเหล่านี้อาจจะไม่สามารถกําจัดสาเหตุของปัญหาได้ทั้งหมดอย่างไรก็ตามเราสามารถช่วยให้ฟังก์ชั่นการทํางานของสมองกลับมาเป็นปกติแม้จะเกิดจากการบาดเจ็บก็ตาม

ยังมีเทคนิคอีกอย่างที่ดีมากคือถ้าเราต้องการให้สมองเรียนรู้อะไรสมองสามารถเรียนและปรับตัวได้การเทรนนิวโรฟีดแบค สามารถช่วยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในความเป็นจริงแล้วธรรมชาติของเด็กที่กําลังเจริญเติบโตมีความยืดหยุ่นโดยธรรมชาติมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทรนสมองในช่วงอายุ 2-12 ปีจะมีประสิทธิภาพอย่างมากแต่การเทรนสมองสามารถเทรนได้ตั้งแต่อายุ 2-84 ปี

ทําไมต้องนิวโรฟีดแบค

นิวโรฟีดแบคคือเทคนิคการเทรนสมองเพื่อจัดระเบียบของสมองที่สัมพันธ์กับร่างกายและจิตใจเมื่อไรที่สมองทํางานไม่ดีอย่างที่ควรเป็นจะมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในทํานองเดียวกันความรู้ความเข้าใจทางอารมณ์หรือปัญหาทางร่างกายและเราสามารถย้อนกลับไปค้นหาก็จะรู้ว่าเกิดจากฟังก์ชั่นการทํางานของคลื่นสมองที่ผิดปกติการเทรนสมองเพื่อเพิ่มศักยภาพของสมองเป็นการช่วยดูแลตัวเราเองเหมือนกับการออกกําลังกายเป็นประจํา

นิวโรฟีดแบคไม่มีการรุกรานสมองอย่างแน่นอนแทนที่จะพยายามแก้ปัญหาจากภายนอกจะช่วยให้สมองมีรากฐานที่แข็งแรงและรับมือกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

  • ผลของการเทรนสมองจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
  • ผลลัพธ์ของการเทรนจะยั่งยืนและถาวรจนถึงอนาคตข้างหน้า
  • ไม่มีอันตรายและไม่มีผลข้างเคียง
  • ขั้นตอนกระบวนการเทรนไม่เจ็บ
  • นิวโรฟีดแบคสามารถทําร่วมกันกับการฝึกอย่างอื่นได้
  • นิวโรฟีดแบคได้ทําการศึกษามาอย่างกว้างขวางและนานมาแล้ว